EPCO ควักเงิน 72 ลบ. เข้าซื้อหุ้นโรงพิมพ์ “ดับบลิวพีเอส” เพิ่ม 15% ดันสัดส่วนแตะ 99.5%

บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวานนี้ (10 ก.ค.) มีมติให้บริษัทเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ WPS เพิ่มในสัดส่วน 15% คิดเป็นมูลค่า 72.34 ล้านบาท เนื่องจากผู้ถือหุ้นเดิมได้เสนอขายหุ้น WPS ให้กับบริษัท และเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ WPS จากเดิมในสัดส่วน 84.50% เป็น 99.50% โดยบริษัทจะเข้าลงนามในสัญญาซื้อหุ้นและรับโอนหุ้น WPS จากผู้ขายภายในวันที่ 12 ก.ค.62

สำหรับ WPS ดำเนินธุรกิจโรงพิมพ์ ซึ่ง EPCO ได้เข้าซื้อหุ้น WPS ในสัดส่วน 84.50% ตั้งแต่ปลายเดือนธ.ค.61 โดยคาดว่าจะสามารถขยายธุรกิจสู่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ได้อย่างเต็มที่ ผลักดันรายได้เพิ่มให้กับบริษัทเป็นเท่าตัว และการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในครั้งนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาทั้งในด้านเงื่อนไขการทำรายการ ความเหมาะสมของมูลค่าการซื้อขาย และการขยายงานสิ่งพิมพ์ด้านบรรจุภัณฑ์ จึงเห็นว่ามีความเหมาะสมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท รวมทั้งอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผล

 

EPCO ไตรมาส 2/62 กำไรโตกระหึ่มกว่า 10 เท่าตัว รับรายได้ขายและบริการพุ่งกระฉูด

บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/62 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.62 ดังนี้

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวมีกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการมีจำนวน 412.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 162.99 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.38 เป็นรายได้สิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้น 65.13 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 59.02 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้มาจาก WPS จำนวน 45.26 ล้านบาท และรายไดจากการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 97.86 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 70.43 โดยเพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าเวียดนาม 29.58 ล้านบาท และจากโรงไฟฟ้าญี่ปุ่น 55.03 ล้านบาท

รวมทั้งในไตรมาส 2/62 บริษัทฯรับรู้ผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม จำนวน 122.74 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/61 ซึ่งรับรู้ผลขาดทุน 27.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 150.35 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 544.55 และซึ่งการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน) นั้น เนื่องมาจากการผลกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน

EPCO’S 2Q19 Profit Increases to ฿125 Million from the Sales Revenues and Profits Sharing

Eastern Printing Public Co., Ltd. (EPCO) has reported its 2Q19 consolidated financial statement through the Stock Exchange of Thailand as follows:

EPCO recorded 2Q2019 net profit of THB 125.01 million in comparison with net profit of THB 8.62 for the same period the previous year, an increase of THB 116.39 million or 1,350.23% and for the 6 months period was THB 171 million  in comparison with net profit of THB 158.10 for the same period the previous year, an increase of THB 13.69 million or 8.66%.

For the 2Q2019, the revenue from sales increased to THB 412.28 million or 65.38% YoY mainly due to the increase of printing business income, WPS, and electricity sale in Vietnam and Japan. Moreover, EPCO recognized profit from investment in the associated companies in the amount of THB 122.74 million, increasing by 544.55%.

EPCO รับทรัพย์ 1.26 พันลบ.หลังปิดดีลขาย “โซลาร์ฟาร์มเวียดนาม” ขนาด 110 MW ให้ BGC

บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 อนุมัติให้ บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EPCO ถือหุ้นในสัดส่วน 75% ของหุ้นทั้งหมด ขายหุ้น 100% ของหุ้นทั้งหมดของ SPM

ทั้งนี้ก่อนดำเนินการซื้อขายหุ้นและหนี้ของ SPM ให้กับ BGC นั้น SPM จะซื้อหุ้นของ PKS เพิ่มจากผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งเป็นกรรมการของ Nam Viet Hung Investment Corporation ในสัดส่วน 2% โดยมีราคาซื้อหุ้นที่มูลค่า Par บวกด้วยกำไร 5% แล้วจึงดำเนินการซื้อขายหุ้นและหนี้ของ SPM ให้กับ BGC ต่อไป

พร้อมอนุมัติให้ EP จัดตั้งบริษัทย่อยในฮ่องกง เพิ่มอีกจำนวน 2 แห่ง โดย EP เป็นผู้ถือหุ้น 100% ในบริษัทย่อยดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทย่อยในต่างประเทศ และรองรับแผนธุรกิจในการลงทุน รวมถึงการขยายการลงทุนในต่างประเทศในอนาคต

ขณะเดียวกัน นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC เปิดเผยว่า บริษัทฯ จะเข้าลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นและหนี้ในวันที่ 6 กันยายน 2562 เพื่อเข้าซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท โซล่าร์ พาวเวอร์ แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (SPM) จำนวนทั้งสิ้น 2,000,000 หุ้น หรือ คิดเป็น 100% ของหุ้นสามัญทั้งหมด

รวมถึงการรับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินกู้ยืมระยะสั้นจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกันของ SPM ซึ่งเป็นหนี้คงค้างเพื่อบริษัท Phu Khanh Solar Power Joint Stock Company (PKS) ประมาณ 730 ล้านบาท ในราคาซื้อขายรวมกันทั้งสิ้น 1,259 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ SPM มีสภาพเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 4/2562 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562

ขณะที่ปัจจุบัน SPM ถือหุ้น 65% ใน PKS และก่อนการเข้าทำธุรกรรมการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ SPM จะถือหุ้น 67% ของหุ้นทั้งหมดใน PKS โดย บมจ.คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น (CSS) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยถือหุ้นในสัดส่วน 25% และเป็นผู้ถือหุ้นอื่นในสัดส่วน 8%

สำหรับ PKS ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประกอบกิจการธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จังหวัดฟูเยี้ยน ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จำนวน 2 โครงการ

ประกอบด้วย โครงการ Xuan Tho 1 (โครงการ XT1) และ โครงการ Xuan Tho 2 (โครงการ XT2) ซึ่งเป็นโครงการที่มีการเริ่มต้นจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วทั้ง 2 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับ Electricity of Vietnam (EVN) รวม 99.216 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 110.025 เมกะวัตต์)

EPCO Books ฿1.26bn from the Disposal of Vietnam’s 100MW Solar Farms to BGC!

The Board of Directors of Eastern Printing Public Company Limited (EPCO) has approved Eastern Power Group Public Company Limited (EP), a subsidiary of EPCO whereby the company holds 75% of total shares in EP, to sell 100% of total shares of Solar Power Management (Thailand) Company Limited (SPM) to BG Container Glass Public Company Limited (BGC).

Prior to entering into the sale and purchase of shares and debts of SPM to BGC, SPM will purchase PKS’s shares from the existing shareholder who is a director of Nam Viet Hung Investment Corporation in a proportion of 2% with the purchase price at par value plus 5% of profit.

At present, SPM holds 65% of the total shares in Phu Khanh Solar Power Joint Stock Company (PKS), a subsidiary in Socialist Republic of Vietnam. PKS operates two solar power plants i.e. Project Xuan Tho 1 and Project Xuan Tho 2, with a total installed capacity of 99.216 MW in Phu Yen province, Socialist Republic of Vietnam.

Moreover, the Board of Directors of EPCO has also approved EP, a subsidiary of the company whereby EPCO holds 75% of the total shares in EP, to incorporate additional 2 subsidiaries in Hong Kong whereby EP is the shareholder holding 100% shares of such new subsidiaries. This is to restructure the shareholding structure of foreign subsidiaries.

 

Regarding the transaction, EP will enter into an agreement to purchase shares and debts of SPM whereby EP will sell its shares held in SPM in the amount of 2,000,000 shares or equivalent to 100% of its total shares in SPM (as of 6 September 2019) including the short-term loans from related companies for PKS in the outstanding amount of approximately THB 1,259.00 million.

The payment will be separated into three installments. The first installment will be in an amount of THB 125.90 million, equivalent to 10% of the value of the disposed assets which is paid on the SPA signing date. The second installment will be in an amount of THB 1,133.10 million, equivalent to 90% of the value of the disposed assets which is paid on the Completion Date when the SPM shares are transferred to the Buyer.

The final installment will be the value of the disposed assets consideration adjustment, by adjusting the value of consideration. Such value will be increased by the estimated cash and cash equivalent including account receivables and receivables from other operations, withholding tax (if any), decreased by the account payable and payable from other operations, which remains in SPM on the completion Date.

ดักเก็บ EPCO จับตากำไรปี 62 ทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังบุ๊กพิเศษขายโรงไฟฟ้า 500 ลบ.

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานเติบโตอย่าง บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทำการขายโรงไฟฟ้าเวียดนามขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 99.216 MW ให้บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC มูลค่า 1,259 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรจากเงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ นักวิเคราะห์วางแนวรับหุ้น EPCO ไว้ที่ระดับ 4.3 บาท แนวต้าน 5 บาท และตัดขาดทุนที่ระดับ 4.2 บาท

อนึ่งก่อนหน้านี้ นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ EPCO เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติให้ บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ EPCO ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 75% ของหุ้นทั้งหมด ขายหุ้นและหนี้ทั้งหมดของบริษัท โซล่าร์ พาวเวอร์ แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (SPM) ให้กับบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) (BGC) เป็นมูลค่าประมาณ 1,259 ล้านบาท

โดยได้ลงนามซื้อขาย (SPM) พร้อมได้รับเงินมัดจำมาแล้ว 125.90 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับร้อยละ 10 ของมูลค่าสิ่งตอบแทนของสินทรัพย์ที่จำหน่ายไป ส่วนที่เหลือจำนวน 1,133.10 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับร้อยละ 90 จะจ่ายชำระในวันที่โอนหุ้นในบริษัท SPM ให้แก่ผู้ซื้อหุ้นเรียบร้อยแล้ว  ทั้งนี้บริษัทฯจะนำเงินที่ได้รับไปชำระคืนเงินกู้ เพื่อลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทฯ และ/หรือ ใช้เป็นเงินทุน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และการลงทุนของบริษัทฯ ในอนาคตต่อไป

“ดีลนี้ถือว่าได้รับผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจมาก คิดเป็นกำไรจากการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท  ทั้งนี้โรงไฟฟ้าในเวียดนามที่ขายให้กับ BGC เป็นการขายหุ้นและหนี้ทั้งหมด โดยในช่วงที่เข้าลงทุนเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 2,900 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนครั้งนั้นแบ่งเป็นเงินกู้ร้อยละ 65  และมาจากเงินลงทุนร้อยละ 35 ซึ่งในส่วนของ SPM ลงทุนในโปรเจ็กดังกล่าวร้อยละ 65  ใช้เงินลงทุนเพียงประมาณ 710 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่ขายออกไปครั้งนี้ทำให้ได้รับกำไรพิเศษจากการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทฯ ปีนี้เติบโตแบบก้าวกระโดดและทำสถิตินิวไฮอีกครั้ง” นายยุทธ กล่าว

ขณะที่ปัจจุบัน SPM ถือหุ้นร้อยละ 67 ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท Phu Khanh Solar Power Joint Stock Company (“PKS”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดย PKS ประกอบกิจการธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Xuan Tho 1 (“โครงการ XT1”) และ โครงการ Xuan Tho 2 (“โครงการ XT2”) มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 99.216 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดฟูเยี้ยน ประเทศสาธารณรัฐ  สังคมนิยมเวียดนาม โดยที่ก่อนดำเนินการซื้อขายหุ้นและหนี้ของ SPM ให้กับผู้ซื้อนั้น SPM จะซื้อหุ้นของ PKS เพิ่ม จากผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งเป็นกรรมการของ Nam Viet Hung Investment Corporation (“NVH”) ในสัดส่วนร้อยละ 2

ทั้งนี้ โครงสร้างการถือหุ้นของ PKS ก่อนการขายหุ้น ประกอบด้วย  SPM ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 67 กับ บริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ซิสเต็มส์โซลูชั่น จำกัด(มหาชน) (“CSS”) ในสัดส่วนร้อยละ 25  และหุ้นส่วนที่เหลือถือหุ้นโดย Nam Viet Hung Investment Corporation (“NVH”) ในสัดส่วนร้อยละ 5 และกรรมการ 1 ท่านของ NVH ถือหุ้น ในสัดส่วนร้อยละ 3

นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO เปิดเผยว่า บริษัทฯเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่ารวม 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ระดับ 5.25% จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน อายุ 1 ปี โดยจะเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยมีระยะเวลาจองซื้อหุ้นกู้ในระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2562  ผ่าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ โดยจะเปิดขายระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2562 นี้

สำหรับวัตถุประสงค์ของการออกหุ้นกู้ เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิม และเพื่อใช้รองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัท หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทต่อไป โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ มีอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ที่ “BBB-” แนวโน้มอันดับเครดิต “STABLE” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2561

มั่นใจว่าหุ้นกู้วงเงิน 500 ล้านบาท ที่เตรียมเปิดขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ในช่วงกลางเดือนก.ย.นี้ จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากผลตอบแทนอยู่ในระดับน่าสนใจ และใช้เวลาลงทุนไม่นาน อีกทั้งได้รับผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน ผนวกกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง เชื่อว่าหุ้นกู้ของบริษัทฯจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลงทุนในขณะนี้”นายยุทธ กล่าว

ทั้งนี้มั่นใจว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปีนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตกว่า 50% เทียบกับปีที่ผ่านมา จากรายได้ธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ธุรกิจโรงพิมพ์บริษัทฯอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจเพิ่มศักยภาพงานพิมพ์ไปยังบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไปสั่งสินค้าออนไลน์มากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อมั่นว่าในภาพรวมบริษัทฯจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงตามเป้าหมายที่วางไว้

ดักเก็บ EPCO จ่อบุ๊กพิเศษขายโรงไฟฟ้า 500 ลบ.-ผบห.ลั่นรายได้โต 50% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจข้อมูลและบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับหุ้น บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO โดยมีนักวิเคราะห์ บล.คันทรี่กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การขายโรงไฟฟ้าเวียดนามที่บริหารโดย SPM ให้กับบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC มูลค่า 1.3 พันล้านบาท จะรับรู้เป็นกำไรจากการขาย 500 ล้านบาท และจะรับรู้รายได้ครบทั้งจำนวนภายในเดือนต.ค.นี้ โดยจะนำเงินที่ได้มารองรับการขยายธุรกิจ และการลงทุนของบริษัทฯในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อลงทุนธุรกิจพลังงานในเวียดนาม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาโครงการที่จะเข้าไปลงทุน  โดยตั้งเป้าจะลงทุนในโครงการที่มี IRR มากกว่า 12%

นอกจากนี้ การที่บริษัทฯได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติม บริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) หรือ WPS ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯถือหุ้นใน WPS ที่ 100% ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เวิลด์ พริ้นติ้ง  แอนด์ แพ็คเกจจิ้ง (WPP) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปยังบรรจุภัณฑ์กระดาษประเภทกล่องลูกฟูก โดยจะเริ่มผลิตกล่องในเดือนตุลาคม และในปี 2563 มีแผนผลิตวัสดุผลิตภัณฑ์จากชานอ้อย และถุงกระดาษหูหิ้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดรายได้จากธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ในปี 2563 ที่ 500 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตที่ 80% และคาดมีอัตรากำไรสุทธิจากธุรกิจนี้ราว 10%

สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 บริษัทฯมีแผน COD โรงไฟฟ้าญี่ปุ่น 2 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 21.6 MWdc แบ่งเป็น Kurihara 2 กำลังการผลิตติดตั้ง 17.25 MWdc มีแผน COD ในช่วงไตรมาส 4/62   และ Shichikashuku 1-2 กำลังการผลิตติดตั้ง 4.35 MWdc มีแผน COD ในปี 2020 ซึ่งการขายโรงไฟฟ้าในเวียดนามจะทำให้ EPCO รับรู้กำไรพิเศษในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้  โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่   445 MW

ด้านนายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ EPCO ระบุ มั่นใจว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปีนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตกว่า 50% เทียบกับปีที่ผ่านมา จากรายได้ธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/62 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.62 (รวมบริษัทย่อย) ดังนี้

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานไตรมาสดังกล่าวเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทมีรายได้จากสื่อสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้น 23.05 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34.02 ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 181.21 ล้านบาท คิดเป็น 145.41% โดยเพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าเวียดนาม 125.43 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าญีุ่่น 39.63 ล้านบาท

โดย นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) (EPCO) เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาส 3/2562 สิ้นสุดวันที่ 30  กันยายน 2562  มีกำไรสุทธิ 54.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.54 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 103% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 26.73 ล้านบาท

ส่วนผลประกอบการในงวด 9 เดือนแรกสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 มีกำไรสุทธิ 226.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.23 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.31% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับปัจจัยบวกจากรายได้จากกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้า โดยยังไม่ได้รับรู้กำไรพิเศษจากการขายโรงไฟฟ้าฟูเยี้ยน ในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 99.216 เมกะวัตต์ ให้กับบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) (BGC) มูลค่า 1.259 พันล้านบาท

โดยได้วางเงินมัดจำแล้ว 125.90 ล้านบาท หรือ 10% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่ขายให้กับ BCG ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างเดินหน้าตามแผน ขั้นตอนการโอนหุ้นคืบหน้ากว่า 80% โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายของเวียดนาม คาดว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2562 โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ ขนาดกำลังการผลิตรวม 551 เมกะวัตต์ ขณะที่ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ปี 2562 บริษัทฯจะ COD โรงไฟฟ้าญี่ปุ่น Kurihara 2 กำลังการผลิตติดตั้งรวม 17.25  MWdc และมีแผนจะ COD Shichikashuku 1-2 กำลังการผลิตติดตั้ง 4.35 MWdc ในปี 2563

“แผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ เรายังคงมองหาโอกาสการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 246  เมกะวัตต์ และโซล่าร์ฟาร์มอีก 150 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปี 2562 โดย EPCO มองอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ขั้นต่ำที่ 12% ต่อปี หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่าจะช่วยผลักดันรายได้และกำไรของบริษัทฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง”

สำหรับในส่วนของธุรกิจสิ่งพิมพ์ หลังจากที่บริษัทฯได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติม บริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) (WPS) ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯถือหุ้นใน WPS ที่ 100% และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เวิลด์ พริ้นติ้ง แอนด์ แพ็คเกจจิ้ง (WPP) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปยังบรรจุภัณฑ์กระดาษประเภทกล่องลูกฟูก โดยได้เริ่มผลิตกล่องในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา และในปี 2563 มีแผนผลิตวัสดุผลิตภัณฑ์จากชานอ้อย , มันสำปะหลัง และถุงกระดาษ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค  ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดรายได้จากธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ในปี 2563 ที่ 500 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตที่ 70% และคาดมีอัตรากำไรสุทธิจากธุรกิจนี้ราว 10%

ขณะที่บริษัทประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 1 เม.ย. 2562 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2562 อัตราการจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.10 บาทต่อหุ้น วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 28 พ.ย. 2562 วันที่จ่ายปันผล 12 ธ.ค. 2562