ข่าวเศรษฐกิจ

นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO เปิดเผยว่า บริษัทฯเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่ารวม 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ระดับ 5.25% จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน อายุ 1 ปี โดยจะเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยมีระยะเวลาจองซื้อหุ้นกู้ในระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2562  ผ่าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ โดยจะเปิดขายระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2562 นี้

สำหรับวัตถุประสงค์ของการออกหุ้นกู้ เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิม และเพื่อใช้รองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัท หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทต่อไป โดยหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้ มีอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ที่ “BBB-” แนวโน้มอันดับเครดิต “STABLE” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2561

มั่นใจว่าหุ้นกู้วงเงิน 500 ล้านบาท ที่เตรียมเปิดขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ในช่วงกลางเดือนก.ย.นี้ จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากผลตอบแทนอยู่ในระดับน่าสนใจ และใช้เวลาลงทุนไม่นาน อีกทั้งได้รับผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน ผนวกกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง เชื่อว่าหุ้นกู้ของบริษัทฯจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลงทุนในขณะนี้”นายยุทธ กล่าว

ทั้งนี้มั่นใจว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปีนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตกว่า 50% เทียบกับปีที่ผ่านมา จากรายได้ธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ธุรกิจโรงพิมพ์บริษัทฯอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจเพิ่มศักยภาพงานพิมพ์ไปยังบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไปสั่งสินค้าออนไลน์มากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อมั่นว่าในภาพรวมบริษัทฯจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงตามเป้าหมายที่วางไว้

ข่าวเศรษฐกิจ

ดักเก็บ EPCO จ่อบุ๊กพิเศษขายโรงไฟฟ้า 500 ลบ.-ผบห.ลั่นรายได้โต 50% สูงสุดเป็นประวัติการณ์

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจข้อมูลและบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับหุ้น บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO โดยมีนักวิเคราะห์ บล.คันทรี่กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การขายโรงไฟฟ้าเวียดนามที่บริหารโดย SPM ให้กับบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC มูลค่า 1.3 พันล้านบาท จะรับรู้เป็นกำไรจากการขาย 500 ล้านบาท และจะรับรู้รายได้ครบทั้งจำนวนภายในเดือนต.ค.นี้ โดยจะนำเงินที่ได้มารองรับการขยายธุรกิจ และการลงทุนของบริษัทฯในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อลงทุนธุรกิจพลังงานในเวียดนาม โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาโครงการที่จะเข้าไปลงทุน  โดยตั้งเป้าจะลงทุนในโครงการที่มี IRR มากกว่า 12%

นอกจากนี้ การที่บริษัทฯได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติม บริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) หรือ WPS ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯถือหุ้นใน WPS ที่ 100% ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เวิลด์ พริ้นติ้ง  แอนด์ แพ็คเกจจิ้ง (WPP) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปยังบรรจุภัณฑ์กระดาษประเภทกล่องลูกฟูก โดยจะเริ่มผลิตกล่องในเดือนตุลาคม และในปี 2563 มีแผนผลิตวัสดุผลิตภัณฑ์จากชานอ้อย และถุงกระดาษหูหิ้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดรายได้จากธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ในปี 2563 ที่ 500 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตที่ 80% และคาดมีอัตรากำไรสุทธิจากธุรกิจนี้ราว 10%

สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 บริษัทฯมีแผน COD โรงไฟฟ้าญี่ปุ่น 2 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 21.6 MWdc แบ่งเป็น Kurihara 2 กำลังการผลิตติดตั้ง 17.25 MWdc มีแผน COD ในช่วงไตรมาส 4/62   และ Shichikashuku 1-2 กำลังการผลิตติดตั้ง 4.35 MWdc มีแผน COD ในปี 2020 ซึ่งการขายโรงไฟฟ้าในเวียดนามจะทำให้ EPCO รับรู้กำไรพิเศษในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้  โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่   445 MW

ด้านนายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ EPCO ระบุ มั่นใจว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปีนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตกว่า 50% เทียบกับปีที่ผ่านมา จากรายได้ธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข่าวเศรษฐกิจ

บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EPCO รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/62 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.62 (รวมบริษัทย่อย) ดังนี้

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานไตรมาสดังกล่าวเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทมีรายได้จากสื่อสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้น 23.05 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34.02 ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 181.21 ล้านบาท คิดเป็น 145.41% โดยเพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าเวียดนาม 125.43 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าญีุ่่น 39.63 ล้านบาท

โดย นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) (EPCO) เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาส 3/2562 สิ้นสุดวันที่ 30  กันยายน 2562  มีกำไรสุทธิ 54.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.54 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 103% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 26.73 ล้านบาท

ส่วนผลประกอบการในงวด 9 เดือนแรกสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 มีกำไรสุทธิ 226.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.23 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.31% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับปัจจัยบวกจากรายได้จากกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้า โดยยังไม่ได้รับรู้กำไรพิเศษจากการขายโรงไฟฟ้าฟูเยี้ยน ในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 99.216 เมกะวัตต์ ให้กับบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) (BGC) มูลค่า 1.259 พันล้านบาท

โดยได้วางเงินมัดจำแล้ว 125.90 ล้านบาท หรือ 10% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่ขายให้กับ BCG ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างเดินหน้าตามแผน ขั้นตอนการโอนหุ้นคืบหน้ากว่า 80% โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายของเวียดนาม คาดว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2562 โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ ขนาดกำลังการผลิตรวม 551 เมกะวัตต์ ขณะที่ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ปี 2562 บริษัทฯจะ COD โรงไฟฟ้าญี่ปุ่น Kurihara 2 กำลังการผลิตติดตั้งรวม 17.25  MWdc และมีแผนจะ COD Shichikashuku 1-2 กำลังการผลิตติดตั้ง 4.35 MWdc ในปี 2563

“แผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ เรายังคงมองหาโอกาสการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิต 246  เมกะวัตต์ และโซล่าร์ฟาร์มอีก 150 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปี 2562 โดย EPCO มองอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ขั้นต่ำที่ 12% ต่อปี หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่าจะช่วยผลักดันรายได้และกำไรของบริษัทฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง”

สำหรับในส่วนของธุรกิจสิ่งพิมพ์ หลังจากที่บริษัทฯได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติม บริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) (WPS) ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯถือหุ้นใน WPS ที่ 100% และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เวิลด์ พริ้นติ้ง แอนด์ แพ็คเกจจิ้ง (WPP) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปยังบรรจุภัณฑ์กระดาษประเภทกล่องลูกฟูก โดยได้เริ่มผลิตกล่องในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา และในปี 2563 มีแผนผลิตวัสดุผลิตภัณฑ์จากชานอ้อย , มันสำปะหลัง และถุงกระดาษ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค  ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดรายได้จากธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ในปี 2563 ที่ 500 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตที่ 70% และคาดมีอัตรากำไรสุทธิจากธุรกิจนี้ราว 10%

ขณะที่บริษัทประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 1 เม.ย. 2562 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2562 อัตราการจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.10 บาทต่อหุ้น วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 28 พ.ย. 2562 วันที่จ่ายปันผล 12 ธ.ค. 2562

ข่าวเศรษฐกิจ

RBF ความเสี่ยงต่ำ-กำไรเสถียร-มีโอกาสโตสูงแนะซื้อเป้าหมาย 5.00 บาท

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(18พ.ย.62) ว่า บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF (ซื้อ, เป้าเชิงกลยุทธ์ 5 บาท) มองความเสี่ยงต่ำ/กำไรเสถียร/มีโอกาสโตสูงขณะที่ราคาหุ้นไม่แพง ปัจจุบันเทรด PE ปีหน้า เพียง 21 เท่า  ต่ำกว่ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่เทรดกันระดับ 30 เท่า

สำหรับ RBF เป็นธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะที่มีนวัตกรรมในระดับสากล เป็นผู้ปิดทองหลังพระ ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของแบนด์ใหญ่และดังของไทยเกือบทุกเจ้า เป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาว

ข่าวเศรษฐกิจ

BGRIM ปัจจัยบวกหนุนเพียบ-ปีหน้ากำไรโตโดดเด่นแนะซื้อเป้า 55 บ.

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(18พ.ย.62) ว่า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM มองปีหน้ายังเติบโตโดดเด่นจากกำลังผลิตติดตั้งที่เพิ่มขึ้นและยังมี Potential Growth จากโครงการลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะเวียดนามที่บริษัทได้เซ็น MOU ไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา เชื่อราคาหุ้นยังมี upside ราคาหุ้นปัจจุบันเทรด PE 25 เท่าของปี 2020 / ROE

ข่าวเศรษฐกิจ

WHA โบรกฯชูมี upside จากขายที่ดินให้ Alibaba แนะซื้อเป้าหมาย 5.60 บาท

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(19พ.ย.62) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 5.60 บาท อิง 2020E PBV 2.7x (+1.5SD above 5-yr average PBV) เรามีมุมมองเป็นกลางต่อการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้(18พ.ย.62)

โดยผู้บริหารคาดว่ายอดโอนที่ดินปี 2019 จะอยู่ที่ 1.0 พันไร่ ยังเป็นไปตามที่เราคาด ในขณะที่ยอด presale ปี 2019 อยู่ที่ 1.3 พันไร่ ต่ำกว่าเราคาดเล็กน้อย (ที่ 1.4 พันไร่)

ดังนั้นจึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2019E/20E ที่ 3.4 และ 4.0 พันล้านบาท (+15%/+18%) ในขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาส4/62 จะขยายตัว เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากการรับรู้รายได้ และส่วนแบ่งกำไรจากการขายทรัพย์เข้ากอง WHART เป็นปกติในเดือน ธ.ค. อยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตามยังไม่รวมรายได้จากการขายที่ดินให้ Alibaba จำนวน 3.8 พันล้านบาท หรือคิดเป็น upside ต่อกำไรสุทธิปี 2019E/2020E ที่ +9%/+8% โดย Alibaba ได้ใช้สิทธิ Option to buy ในวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมาด้านราคาหุ้นปรับตัวลง underperform SET -2% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจากยอด presale ที่ยังล่าช้า

ในขณะที่คาดว่ายอด presale จะกลับมาในไตรมาส4/62 ตามปัจจัยฤดูกาล และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตามนโยบาย Thailand Plus และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 2018-20E Core EPS CAGR ที่ 18.3% จึงคงแนะนำ “ซื้อ”

ข่าวเศรษฐกิจ

TFG ได้ประโยชน์หลัง MINT เข้าซื้อ Bon Chon คาดหนุนยอดขายไก่ทะลัก-เป้า 5.50 บ.

บล.คิงส์ฟอร์ด ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(19พ.ย.62) บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 5.50 บาท) เก็งกำไรจากประเด็น MINT ซื้อกิจการ Bon Chon ในไทยและเตรียมขยายกิจการ 150-200 สาขา คาดว่าจะเป็นโอกาสให้ TFG ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งวัตถุดิบไก่ให้กับ Bon Chon, KFC และบาร์บีกอน ได้ประโยชน์จากแผนการขยายธุรกิจ Bon Chon ของ MINT ซึ่งจากการวิจัยของ MINT ระบุว่าในรอบ 10 ปี อาหารเมนูไก่มีอัตราการเติบโตดีที่สุด +229% เทียบกับ เบอร์เกอร์, พิซซ่า, และไอสครีมที่โต 196%, 53%, และ 104% ตามลำดับ

สำหรับกำไรปกติของ TFG ในไตรมาส 3/62 เติบโตเด่นที่ 623 ลบ.+53%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน, +24%เทียบไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่ตลาดคาด GPM อยู่ในเกณฑ์ดีที่ 15% นอกจากนี้ TFG ยังเป็น 1 ใน 7 โรงงานที่ได้รับการอนุญาตให้ส่งออกไก่ไปจีนอีกด้วย โดยอ้างอิงจากประมาณการตาม BB cons. คาดกำไรปี 62 และ 63 ที่ 1,439 ลบ.+132% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 1,730 ลบ., +20%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ

ข่าวเศรษฐกิจ

BDMS เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลกำไร-ราคาหุ้น Laggardแนะซื้อเป้า 27 บาท

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์(20พ.ย.62) ว่า บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS (ซื้อ/เป้า Consensus 27) ราคาหุ้นยัง Laggard หากเทียบกับกลุ่ม ขณะที่ภาพรวมผลกำไรไม่ได้แย่มีกำไรสุทธิ 2,890 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% เทียบไตรมาสก่อนหน้า และ 0.4%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และแนวโน้มปีหน้ายังเติบโตต่อเนื่อง เพราะธุรกิจ BDMS กำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลกำไรหลังจากผ่านพ้นช่วงลงทุนใหญ่มาแล้วเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา

ข่าวเศรษฐกิจ

SAWAD โบรกฯชู 4 ปัจจัยบวกหนุนธุรกิจเด่นแนะซื้อเป้าหมาย 67 บาท

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์(20พ.ย.62) ว่า บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD (ซื้อ/เป้า Consensus 67) กลุ่มไฟแนนซ์ยังได้ผลบวกจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง (GDP ต่ำ,ค่าเงินบาทยังแข็ง มีลุ้นแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยอีก) นอกจากนี้ SAWAD ยังเป็นอีก 1 หุ้นที่ได้รับเข้าคำนวณในดัชนี MSCI รอบใหม่เริ่มมีผลตั้งแต่ 26 พ.ย.62 คาดหนุนสัดส่วนการลงทุนจากองทุนและนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น

ข่าวเศรษฐกิจ

GULF แผนธุรกิจเด่น-โตแข็งแกร่งระยะยาวโบรกฯแนะซื้อเคาะเป้า 198.50 บ.

บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(21พ.ย.62) ว่า บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF (เป้าพื้นฐาน 198.5 บาท) ประเมินแนวรับ 171.5 บาท / หากผ่านแนวราคา 179.5 บาทได้ประเมินมีโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไป 183 บาท (Stop loss 29.5 บาท) 2) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับลงสะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอีกครั้งหลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีนยังไม่มีความชัดเจน คาดหุ้น Defensive ที่มีโรงสร้างกระแสเงินสดคล้ายพันธบัตรอย่างกลุ่มโรงไฟฟ้าจะกลับมาเป็นที่พักเงินของนักลงทุน 3) วานนี้ฝ่ายวิจัยฯปรับประมาณการฯและราคาเหมาะสม GULF* ขึ้น หลังได้ข้อมูลโครงการลงทุนที่เวียดนาม และลาวเพิ่มเติม

โดยข้อมูลรวมจากการประชุมนักวิเคราะห์อยู่ในเชิงบวก โดย GULF คาดว่าจะถือหุ้น 70-75% ในโครงการ Ca-Na LNG to Power (ในเวียดนาม) จึงเปลี่ยน base case ของจากเดิมที่คาดว่าบริษัทจะถือหุ้น 50% เป็น 70% ซึ่งจะทำให้มี upside จาก base case เดิมของอีก 23.50 บาท/หุ้น

นอกจากนี้ปรับเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของโครงการโรงไฟฟ้าในลาวจาก 70% เป็น 80% และคาดว่าและเริ่มเจรจาค่าไฟกับ กฟผ.ในปีหน้า ทั้งนี้ GULF จบปิดดีลเงินกู้โครงการ Gulf Pluak Daeng (GPD,1,750MWe) แล้ว ซึ่งจะทำให้มี upside อีก 2 บาท/หุ้น จากต้นทุนการเงินของโครงการที่ต่ำกว่าคาด (3.3%) (เดิมเราใช้สมมติฐานที่ 4.5%)ปรับเพิ่มคำแนะนำจากถือเป็นซื้อ และให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี 2563 ที่ 198.50 บาท สำหรับในระยะสั้น คิดว่าบริษัทน่าจะเซ็นสัญญา O&M โครงการมอเตอร์เวย์ได้ในไตรมาส1/63 (รวมอยู่ในสมมติฐานของเแล้ว) มองว่าการที่ GULF รุกขยายกำลังการผลิตในต่างประเทศจะทำให้ราคาเป้าหมายของมี upside เพิ่มอีก